กลับหน้ารายการ
Background
ดุษฎีนิพนธ์

การปรับเปลี่ยนมายาคติของผู้ต้องขังหญิงเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

Myth Adjustment of Female Prisoners in Preventing Recidivism

ปีการศึกษา
2568
ผู้เข้าชม
457
ดาวน์โหลด
0
ผู้วิจัย: นางสาวชุติมา ไชยรัตน์
ที่ปรึกษา: พระมหาบุญเลิศ อินทปญฺโญ, ศ.ดร., พระมหาประกาศิต สิริเมโธ, ผศ. ดร.
การปรับเปลี่ยนมายาคติของผู้ต้องขังหญิงเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

ข้อมูลรายการ (Details)

ชื่อเรื่องภาษาไทย การปรับเปลี่ยนมายาคติของผู้ต้องขังหญิงเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ Myth Adjustment of Female Prisoners in Preventing Recidivism
ผู้วิจัย นางสาวชุติมา ไชยรัตน์
ที่ปรึกษา 1 พระมหาบุญเลิศ อินทปญฺโญ, ศ.ดร.
ที่ปรึกษา 2 พระมหาประกาศิต สิริเมโธ, ผศ. ดร.
วันสำเร็จการศึกษา 7 กันยายน 2025
ส่วนงานที่จัดการศึกษา วิทยาลัยสงฆ์พ่อขุนผาเมือง
ชื่อปริญญา พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พธ.ด.)
ระดับปริญญา phd
สาขาวิชา จิตวิทยาชีวิตและความตาย
URI https://e-thesis.mcu.ac.th/items/9599
ปรากฏในหมวดหมู่ ดุษฎีนิพนธ์
ดาวน์โหลด (จำนวน) 0
จำนวนผู้เข้าชม (จำนวน) 457

บทคัดย่อภาษาไทย

ดุษฎีนิพนธ์เรื่องการปรับเปลี่ยนมายาคติของผู้ต้องขังหญิงเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาวิจัย คือ 1) เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิง 2) เพื่อวิเคราะห์มายาคติของผู้ต้องขังหญิงที่เป็นสาเหตุทำให้กลับมากระทำผิดซ้ำ และ3) เพื่อนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนมายาคติของผู้ต้องขังหญิง ดำเนินการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การศึกษารายกรณี ใช้วิธีการเลือกกรณีศึกษาแบบเจาะจง เพื่อค้นหามายาคติตามแนวทางของโรล็องด์ บาร์ตส์ มีกลุ่มประชากรผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งสิ้น 33 คน โดยคัดเลือกทัณฑสถานหญิงธนบุรี หน่วยงานในสังกัดกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เป็นพื้นที่ในการศึกษาวิจัย

ผลการศึกษาวิจัยพบว่า

1) การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงในช่วงเวลาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2558-2568 มีสาเหตุมาจาก ปัญหาด้านครอบครัว ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านปัจจัยส่วนบุคคล ด้านยาเสพติด ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และด้านค่านิยมและความเชื่อ ซึ่งในปัญหาดังกล่าวพบว่ามีปัญหาย่อยที่แทรกอยู่ในโครงสร้างของปัญหา ได้แก่ ปัญหาทัศนคติเชิงบวกต่อเรือนจำ ได้แก่ เรือนจำเป็นพื้นที่ปลอดภัย ประสบการณ์เชิงบวกในเรือนจำ ปัญหาการขาดความยับยั้งชั่งใจในการกระทำผิด ได้แก่ ความต้องการเงิน การไม่ยอมรับกฎระเบียบของสังคม ขาดการตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการกระทำผิด ปัญหาการขาดพลังอำนาจ ได้แก่ ความเกียจคร้าน ปมในชีวิต การไม่นำทรัพยากรที่มีอยู่ในตัวเองออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ มุ่งพึ่งพาการช่วยเหลือจากส่วนอื่นๆ ของสังคม ไม่มีคุณสมบัติเหมาะในการทำงาน ปัญหาความเชื่อที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ได้แก่ ความเชื่อ และปัญหากระบวนการแก้ไขฟื้นฟูและการให้การปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ผลการศึกษาวิจัยพบว่าสาเหตุการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงมาจากความคิด ความเชื่อ ทัศนคติและค่านิยมของผู้ต้องขังหญิงที่ถูกถ่ายทอดผ่านการเรียนรู้ การบอกเล่า การโฆษณา โดยผู้ต้องขังหญิงเหล่านั้นรับเอามาเป็นประโยชน์ใช้สอยของตนอย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติและเชื่อว่าเป็นสิ่งถูกต้อง โดยสังคมส่วนใหญ่ก็เห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้องจนยึดถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่ควรยึดถือและดำรงสภาพอยู่ต่อไปโดยปราศจากการตั้งคำถาม สิ่งนี้เรียกว่า “มายาคติ” โดยมีองค์ประกอบสำคัญตามแนวคิดเรื่องมายาคติของโรล็องด์ บาร์ตส์ กำหนดไว้ คือ มีวาทกรรม ซึ่งได้พบวาทกรรมที่มีความสัมพันธ์กับสาเหตุการกระทำผิดซ้ำแอบแฝงอยู่ทุกกรณีศึกษา ลักษณะของวาทกรรมที่พบได้สร้างสัญญะขึ้นมาเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม และมีกระบวนการลวงให้หลง ไม่ใช่การโฆษณาชวนให้เชื่อ เนื่องจากมายาคติที่เกิดขึ้นไม่ได้ปิดบังอำพรางตัวเอง มายาคติเหล่านั้นปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกๆ คน อย่างเปิดเผย เป็นสิ่งประกอบสร้างทางวัฒนธรรมที่คนในสังคมคุ้นเคยจนไม่ทันได้สังเกตเห็น ทุกคนในสังคมหลงผิดคิดว่ามันเป็นธรรมชาติหรือเป็นไปตามสามัญสำนึก ซึ่งมายาคติเหล่านี้แผ่ซ่านซึมลึกต่างไปจากการยัดเยียดค่านิยมและความเชื่อ ความเป็นธรรมชาตินี้ถูกทำให้เชื่อจนไม่มีการตั้งคำถามหรือแสดงความคิดเห็น ทำให้เกิดการยอมรับไปโดยธรรมชาติและเชื่อถือเอาเป็นความจริง

2) การวิเคราะห์มายาคติของผู้ต้องขังหญิงที่เป็นสาเหตุทำให้กลับมากระทำผิดซ้ำ จากการศึกษาวิจัยยังได้พบว่า มายาคติ ของผู้ต้องขังหญิงในด้านครอบครัว ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านปัจจัยส่วนบุคคล ด้านยาเสพติด ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และด้านค่านิยมและความเชื่อวาทกรรม ล้วนเป็นสาเหตุของการกระทำผิดซ้ำ

3) แนวทางการปรับเปลี่ยนมายาคติเพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงนั้น พบว่า ควรมีการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนมายาคติของผู้ต้องขังหญิงโดยเฉพาะ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการฝึกอบรมและติดตามผลยาวนานกว่าการฝึกอบรมทั่วไป เนื้อหาของหลักสูตรมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในการจำแนกมายาคติและเหตุผลที่แท้จริง มีการเสริมพลังอำนาจ ให้กับผู้ต้องขังหญิง และการสร้างฉากทัศน์ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสมภายหลังพ้นโทษ

Abstract (English)

This doctoral dissertation entitled “Transforming Myths of Female Prisoners to Prevent Recidivism” aims to achieve three objectives: (1) to synthesize information on recidivism among female prisoners, (2) to analyze the myths of female prisoners that lead to repeated offenses, and (3) to propose approaches for transforming such myths. The study employed a qualitative research design using in-depth interviews and case studies, with purposive sampling to identify cases according to Roland Barthes’ concept of myth. A total of 33 key informants participated in the study, conducted at Thonburi Women Correctional Institution under the Department of Corrections, Ministry of Justice.

The findings reveal that:

1) Recidivism among female prisoners between 2015–2025 stemmed from family, economic, social, personal, and drug-related problems, as well as issues linked to related agencies, values, and beliefs. Underlying sub-problems included positive attitudes toward prison (e.g., perceiving prison as a safe space, positive prison experiences), lack of self-control (e.g., financial needs, rejection of social rules, unawareness of the consequences of wrongdoing), lack of empowerment (e.g., laziness, life traumas, failure to utilize personal resources, dependency on others, and poor work readiness), intergenerational beliefs, and ineffective rehabilitation processes. The study further found that recidivism causes were shaped by female prisoners’ thoughts, beliefs, attitudes, and values transmitted through learning, storytelling, and social narratives. These became internalized and normalized as natural and legitimate cultural practices, unquestioned by society. This phenomenon reflects “myth” in Barthes’ sense, characterized by discourse, signification, and cultural meaning-making. Myths did not conceal themselves but appeared openly, embedded in social norms, and thus were perceived as natural truths without question or critique.

2) The analysis indicates that myths related to family, economy, society, personal factors, drugs, agencies, and cultural values all served as fundamental causes of female prisoners’ recidivism.

3) The study proposes that preventing recidivism requires the development of a specialized training curriculum for female prisoners to transform myths. The program should have a longer timeframe than conventional training, focusing on enhancing the ability to identify and deconstruct myths, empowering female prisoners, and creating appropriate life scenarios for reintegration after release.

รายการเอกสารเผยแพร่

ชื่อเอกสาร ไฟล์ ขนาด ประเภท วันที่ ดาวน์โหลด
Full Text MKTJ7LppD4E2auCBLHzn65E8FnERnMAD9ztSpTkr.pdf 1,896.78 KB PDF 24 ก.ย. 2025
Full Text FjoIw1TLRDADn3ElhF3OxpL6dWYJEm74eRXu0fd9.docx 6,316.52 KB DOCX 24 ก.ย. 2025