กลับหน้ารายการ
Background
ดุษฎีนิพนธ์

การปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิตบนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของเกษตรกรในชุมชนตำบลไทรงาม อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

Farmers' Adaptation to Livelihoods on Repetitive Flooded Areas in Sai Gam Sub-District Community, Bang Len District, Nakhon Pathom Province

ปีการศึกษา
2568
ผู้เข้าชม
467
ดาวน์โหลด
0
ผู้วิจัย: พระครูปลัดวิทยา ฐานธมฺโม (ดีนาค)
ที่ปรึกษา: พระมหาประกาศิต สิริเมโธ, ผศ.ดร., พระปลัดประพจน์ สุปภาโต, ดร.
การปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิตบนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของเกษตรกรในชุมชนตำบลไทรงาม อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

ข้อมูลรายการ (Details)

ชื่อเรื่องภาษาไทย การปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิตบนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของเกษตรกรในชุมชนตำบลไทรงาม อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม
ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ Farmers' Adaptation to Livelihoods on Repetitive Flooded Areas in Sai Gam Sub-District Community, Bang Len District, Nakhon Pathom Province
ผู้วิจัย พระครูปลัดวิทยา ฐานธมฺโม (ดีนาค)
ที่ปรึกษา 1 พระมหาประกาศิต สิริเมโธ, ผศ.ดร.
ที่ปรึกษา 2 พระปลัดประพจน์ สุปภาโต, ดร.
วันสำเร็จการศึกษา 9 สิงหาคม 2025
ส่วนงานที่จัดการศึกษา วิทยาลัยสงฆ์พ่อขุนผาเมือง
ชื่อปริญญา พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พธ.ด.)
ระดับปริญญา phd
สาขาวิชา จิตวิทยาชีวิตและความตาย
URI https://e-thesis.mcu.ac.th/items/9596
ปรากฏในหมวดหมู่ ดุษฎีนิพนธ์
ดาวน์โหลด (จำนวน) 0
จำนวนผู้เข้าชม (จำนวน) 467

บทคัดย่อภาษาไทย

การวิจัยเรื่อง “การปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิตบนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของเกษตรกรในชุมชนตำบลไทรงาม อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม” มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาผลกระทบในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพจากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของเกษตรกรในพื้นที่ 2) เพื่อออกแบบกระบวนการปรับตัวสำหรับการดำรงชีวิตในบริบทน้ำท่วมซ้ำซาก และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการขยายผลพื้นที่เรียนรู้การปรับตัวในระดับตำบล เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีผู้ร่วมปฏิบัติการวิจัยและผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวม 25 คน มีการสัมภาษณ์เชิงลึก การจัดเวทีชุมชน การดำเนินกิจกรรมปฏิบัติการในพื้นที่ และการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรงของผู้ร่วมปฏิบัติการวิจัย วิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท นำเสนอแบบเล่าเรื่องและพรรณาความ

ผลการวิจัยพบว่า

ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทั้งด้านเศรษฐกิจ คือ ทำให้ประกอบอาชีพได้ลำบาก รายได้ที่ลดลงแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น ด้านครอบครัว คือ ความเครียด ความสัมพันธ์ในครอบครัว การต้องทำงานหารายได้ที่อื่น ด้านสุขภาพ เช่น โรคที่มากับน้ำ อุบัติเหตุ ภาวะซึมเศร้า และด้านสังคม เช่น ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน การลดลงของกิจกรรมส่วนรวมและความร่วมมือในชุมชน จากการจัดเวทีชุมชนพบว่าชาวบ้านมีศักยภาพและความต้องการปรับตัวจากฐานความรู้ท้องถิ่น โดยการประยุกต์ใช้โคก หนอง นา โมเดลแบบย่อ ร่วมกับนวัตกรรมชุมชน เช่น แปลงผักยกพื้น การเลี้ยงไก่ลอยน้ำ การปลูกพืชทนน้ำ และระบบเฝ้าระวังน้ำอย่างง่ายในระดับหมู่บ้าน ได้มีการร่วมกันออกแบบและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ “เกษตรกรยิ้มได้” ณ วัดไผ่สามตำลึง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ร่วมระหว่างวัด–บ้าน–โรงเรียน โดยมีคณะทำงานคือ พระสงฆ์และกลุ่มเกษตรกรแกนนำในชุมชนมีหลักการพึ่งพาเอื้อเฟื้อกัน คือ สาธารณโภคี ร่วมกันทำ ร่วมกันใช้ ได้ประโยชน์ สร้างความเข็มแข็งในชุมชน การรวมกลุ่มเกษตรกรแกนนำและการสนับสนุนทั้งจากวัดและคนในชุมชน หน่วยงานที่สนับสนุนด้านความรู้และงบประมาณ ได้เป็นกลไกขับเคลื่อนให้มีกิจกรรมร่วมกันที่ก่อให้เกิดรายได้ โดยมีศูนย์เรียนรู้เกษตรกรยิ้มได้ วัดไผ่สามตำลึง เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน เกิดการรวมกลุ่ม การแลกเปลี่ยนผลผลิต การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน สร้างรายได้จากกิจกรรมโดยการสนับสนุนจากส่วนท้องถิ่นและวัด เช่น การรวมกลุ่มจำหน่ายสิ้นค้าทางการเกษตรบริเวณศาลาประชาคมหมู่บ้านหน้าวัดไผ่สามตำลึง มีขยายผลไปยังโรงเรียนวัดบางไผ่นารถให้เยาวชนได้เรียนรู้และใช้ประโยชน์ เช่น การนำไปทำเป็นอาหารกลางวัน การจำหน่ายในตลาดนัดชุมชนผ่านกลุ่มเกษตรกรยิ้มได้ที่ได้เป็นพี่เลี้ยงแก่เยาวชน ซึ่งจาการจัดเวทีถอดบทเรียนร่วมกัน จนสามารถสังเคราะห์เป็น “โมเดลเครือข่ายเกษตรกรยิ้มได้ตำบลไทรงาม” ที่สามารถต่อยอดไปสู่การจัดการปัญหา ก่อให้เกิดการพัฒนา เพื่อการปรับตัวในการดำรงชีวิตบนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของเกษตรกรชุมชนตำบลไทรงาม ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผลการวิจัยตอกย้ำว่า การปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิตบนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของเกษตรกรไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือเงินทุนเป็นหลัก หากแต่เกิดจากความเข้าใจในพื้นที่ของตนเอง การนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมมาปรับเปลี่ยนเรียนรู้และลงมือทำอย่างจริงจังจนเกิดการรวมกลุ่มที่เข็มแข็งก่อให้เกิดการเอื้อเฟื้อกันพึ่งพากันในชุมชน การปรับตัวในการดำรงชีวิตบนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของเกษตรกรชุมชนตำบลไทรงามที่เป็นโมเดลการจัดการปัญหาร่วมกัน จากวิกฤตนำมาสู่การจัดการให้เป็นโอกาสผ่านความร่วมมือ เรียนรู้ สร้างพลังที่เข็มแข็งให้กับชุมชน

Abstract (English)

The research entitled “Farmers' Adaptation to Livelihoods on Repetitive Flooded Areas in Sai Gam Sub-District Community, Bang Len District, Nakhon Pathom Province”, aimed to: (1) examine the impacts of recurrent flooding on farmers’ occupations and livelihoods; (2) design adaptive processes for sustaining life in flood-prone contexts; and (3) establish a learning network for adaptation at the subdistrict level. Employing participatory action research, the study engaged ๒๕ participants, including co-researchers and key informants, through in-depth interviews, community forums, field-based participatory activities, and collective reflection. Data were analyzed using content analysis in relation to contextual factors and storytelling in narrative and descriptive forms.

The findings revealed that:

Recurrent flooding negatively affected farmers’ economic conditions by limiting occupational opportunities, decreasing income, and increasing expenditures. It also created family-related stress, strained household relationships, and forced some members to seek external employment. In terms of health, flooding was associated with waterborne diseases, accidents, and depression, while in social dimensions, it generated neighborhood conflicts and reduced collective activities and cooperation. Community forums demonstrated local capacities and aspirations to adapt using indigenous knowledge, integrating a localized version of the “Khok Nong Na” model with community innovations such as raised-bed vegetable plots, floating chicken coops, flood-tolerant crops, and simple village-level water monitoring systems. A prototype area, the “Smiling Farmers” model at Wat Phai Sam Talueng, was established as a learning center linking temples, households, and schools. It operated under the principle of *public sharing*—joint work, shared use, and mutual benefits—fostering community resilience. Collaboration among farmer leaders, local monks, community members, and supporting agencies in knowledge and funding created mechanisms for income-generating activities. The “Smiling Farmers Learning Center” became a hub for collective learning, product exchange, and agricultural marketing. This initiative expanded to schools, enabling youth to benefit from agricultural products for school lunches and community markets, with farmer groups serving as mentors. The process culminated in the synthesis of the “Sai Ngam Smiling Farmers Network Model,” which serves as a practical framework for adaptive livelihood management in recurrently flooded areas.

The study underscores that adaptation for livelihood in flood-prone areas is not primarily dependent on technology or financial resources. Instead, it arises from local understanding, the integration of appropriate knowledge, active learning and practice, and the formation of strong community groups characterized by mutual support. The Sai Ngam Smiling Farmers Network Model demonstrates how crises can be transformed into opportunities through collaboration, shared learning, and the empowerment of community resilience.

รายการเอกสารเผยแพร่

ชื่อเอกสาร ไฟล์ ขนาด ประเภท วันที่ ดาวน์โหลด
Full Text RxB9z5LHc6Zn7dfRvdnlMyxBUhqFkaUs8a9Bduqo.pdf 2,212.43 KB PDF 24 ก.ย. 2025
Full Text vwKhlFFQw5q07mGH7YsbXF9lMH2mYwvyxa5daoFH.docx 14,462.28 KB DOCX 24 ก.ย. 2025