| ชื่อเรื่องภาษาไทย | การจัดการท่องเที่ยววิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ของวัดในกรุงเทพมหานคร |
|---|---|
| ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ | The Creative Buddhist Tourism Management of Temples in Bangkok Thailand |
| ผู้วิจัย | นางสาวจิรกิติยา บุญครองทรัพย์ |
| ที่ปรึกษา 1 | พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ. ดร. |
| ที่ปรึกษา 2 | รศ. ดร.แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม |
| วันสำเร็จการศึกษา | 9 กันยายน 2025 |
| ส่วนงานที่จัดการศึกษา | บัณฑิตวิทยาลัย |
| ชื่อปริญญา | พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พธ.ด.) |
| ระดับปริญญา | phd |
| สาขาวิชา | พระพุทธศาสนา |
| URI | https://e-thesis.mcu.ac.th/items/9592 |
| ปรากฏในหมวดหมู่ | ดุษฎีนิพนธ์ |
| ดาวน์โหลด (จำนวน) | 0 |
| จำนวนผู้เข้าชม (จำนวน) | 484 |
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาการท่องเที่ยวของวัดในกรุงเทพมหานคร (2) เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวของวัดในกรุงเทพมหานคร และ (3) เพื่อเสนอรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยววิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ของวัดในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเป็นกระบวนการศึกษาวิจัยที่มุ่งพัฒนากิจกรรมและสื่อสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีพุทธของวัดในกรุงเทพมหานคร กลุ่มเป้าหมาย เป็นวัดที่เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่มีความสำคัญในระดับสูงทั้งในระดับประเทศ จำนวน 4 วัด
ผลการวิจัยพบว่า
1. กระบวนการจัดการท่องเที่ยวของวัดในกรุงเทพมหานคร พบว่า กระบวนการบริหารเริ่มต้นจากการจัดกิจกรรมของวัด ทรัพยากรภายในวัดและสิ่งสนับสนุนกิจกรรมของวัด ถือว่าเป็นกระบวนการจัดการท่องเที่ยวตามความเชื่อและวัฒนธรรม รวมถึงศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนาขึ้นอยู่กับบริบทของกิจกรรมท่องเที่ยวของวัดและนักท่องเที่ยวเข้ามาชมวัด เนื่องจากมีผู้เที่ยวชมและเรียนรู้ภายในวัดเป็นจำนวนมากขึ้น โดยในสมัยก่อนวัดทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาและจัดกิจกรรมตามวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นหลัก จากนั้นสังคมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้สมัยใหม่โดยเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมศิลปกรรมโบราณต่าง ๆ ของวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น วัดจึงต้องจัดภูมิสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สิ่งแวดล้อม ปรับภูมิทัศน์ที่ดีและเขตผนังบริเวณวัดให้ชัดเจน เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวและการเรียนรู้
2. การท่องเที่ยววิถีพุทธเพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญาในมิติของการปฏิบัติตามหลักพระพุทธ-ศาสนาของวัดในกรุงเทพมหานคร พบว่า มีปัจจัยทางการท่องเที่ยว คือ ความงดงามทางด้านพุทธ-ศิลปกรรม วัฒนธรรม ประเพณีและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่คอยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาที่เกิดจากภูมิปัญญาทางด้านการปั้นพุทธรูป การสร้างสถาปัตยกรรม และการเขียนจิตรกรรมฝ่าผนัง ก่อเกิดศักยภาพที่จะพัฒนาให้วัดเป็นศูนย์แหล่งเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ได้
3. รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยววิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ของวัดในกรุงเทพมหานคร พบว่า องค์ประกอบของการท่องเที่ยวที่เน้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ต่อการบริหารกิจกรรมของวัดมีกระบวนการจัดการในลักษณะที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวของวัดที่มีความต่อเนื่องกัน โดยเน้นที่นักท่องเที่ยวจะได้รับความสะดวกสบาย การเรียนรู้และการได้เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนา มีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ (1) กลุ่มคน (2) วัดและสถานที่ (3) การบริหารจัดการการท่องเที่ยว และ (4) ประโยชน์และคุณค่าจากการท่องเที่ยว
องค์ความรู้จากการวิจัย เป็นการสร้างรูปแบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวผ่านอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ภาษา พุทธศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรม ที่เป็นศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่สำคัญของวัดในกรุงเทพมหานคร มีการจัดการกระบวนการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ การพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาจิตใจและปัญญาให้เกิดแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อันจะเป็นการเสริมสร้างฐานความรู้ด้านการท่องเที่ยว กิจกรรมและกระบวนการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาแนวทางในการปฏิบัติตามแนววิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าของการพัฒนาจิตใจและการสืบสาน อนุรักษ์ศิลปกรรมอันทรงคุณค่าให้คงอยู่สืบไป
In this research, three objectives were purposely made: (1) to study the temple tourism in Bangkok, (2) to develop and promote temple tourism activities, and (3) to propose a creative Buddhist tourism management model for temples in Bangkok. A mixed-method approach was employed, combining documentary research and qualitative research, with the objective of designing activities and creative media to enhance Buddhist tourism. The study focused on four temples that serve as significant national learning centers for Buddhism and culture.
The findings are as follows:
1) The management of temple tourism in Bangkok begins with the organization of temple activities, utilization of temple resources, and provision of support for tourism. This process reflects cultural and religious values, including Buddhist art, which attracts increasing numbers of visitors. While temples traditionally functioned to disseminate Buddhism and organize activities on important Buddhist days, they have gradually adapted to serve as modern learning centers and tourist destinations. Enhancing the physical environment—such as improving landscapes and maintaining temple structures—further supports tourism and learning.
2) Buddhist tourism fosters mental and intellectual development through engagement with Buddhist principles, art, culture, and traditions. The artistic heritage, including architecture, sculpture, and painting, reflects the wisdom of Buddhist creativity and has the potential to be developed as a learning resource for creative tourism.
3) The proposed creative Buddhist tourism management model emphasizes the continuous organization of temple tourism activities while ensuring convenience for visitors. It consists of four key elements: communities, temples and places, tourism management, and tourism benefits.
This model highlights identity, uniqueness, and Buddhist art as central components in promoting temples as important cultural and educational resources. It also underscores the role of communication, learning development, and creative Buddhist practices in cultivating mindfulness, preserving artistic heritage, and sustaining cultural values for future generations.