| ชื่อเรื่องภาษาไทย | การศึกษาเรื่องการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท |
|---|---|
| ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ | A Study of the Enlightenment in Theravada Buddhism |
| ผู้วิจัย | พระมหาอำนวย อานนฺโท (จันทร์เปล่ง) |
| ที่ปรึกษา 1 | พระเมธีรัตนดิลก |
| ที่ปรึกษา 2 | พระครูศรีสุตากร |
| วันสำเร็จการศึกษา | 3 เมษายน 2542 |
| ส่วนงานที่จัดการศึกษา | บัณฑิตวิทยาลัย |
| ชื่อปริญญา | พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พธ.ม.) |
| ระดับปริญญา | master |
| สาขาวิชา | พระพุทธศาสนา |
| URI | https://e-thesis.mcu.ac.th/items/2705 |
| ปรากฏในหมวดหมู่ | วิทยานิพนธ์ |
| ดาวน์โหลด (จำนวน) | 0 |
| จำนวนผู้เข้าชม (จำนวน) | 1,116 |
จุดประสงค์ของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ คือ การศึกษาหลักธรมและแนวทางการปฏิบัติเพื่อการบรรจุธรรม โดยคันคว้าจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาเป็นสำคัญ
ผู้วิจัยพบว่าการบรรลุธรรมนั้น สิ่งสำคัญประการแรก คือ การศึกษาถึงหลักธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ โดยเฉพาะโพธิปักขิยธรม 39 ประการ เป็นหลักธรรมที่นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมโดยเฉพาะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในวาระต่าง ๆ กัน เพื่อให้เหมาะกับจริตนิสัยของแต่ละบุคคล โพธิปักขิยธรรม 39 ประการ ประกอบด้วย สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 แต่ละหมวดธรรมมีความสมบูรณ์อยู่ในตัว ผู้ปฏิบัติจะถือหลักธรรมหมวดไหนในการปฏิบัติก็สามารถบรรลุธรรมได้เช่น เดียวกัน เปรียบเหมือนแม่น้ำทุกสายย่อมไหลลงสู่มหาสมุทร ฉันใด การปฏิบัติธรรมตามหมวดธรรมใดย่อมนำไปสู่การบรรลุธรรมใด้ ฉันนั้น
โดยสรุปการปฏิบัติธรรมนั้นมี 2 วิธี คือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งจะต้องปฏิบัติควบคู่กันไป โดยเฉพาะวิปัสสนากรรมฐาน ถือว่าเป็นหัวใจของการปฏิบัติ ถ้าผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถยกจิตเข้าสู่วิปัสสนาญาณได้ การบรรลุมรรคผลจะไม่เกิดขึ้นเลย เมื่อสามารถทำวิปัสสนา-ญาณให้แจ้งได้แล้ว การบรรลุมรรคผลจึงจะเกิดขึ้น
การปฏิบัติเมื่อได้ศึกษาหลักธรรมจนมีความเข้าใจและจงจำได้เป็นอย่างดีแล้วจึงลงมือปฏิบัติ ซึ่งต้องเตรียมตัวให้พร้อม ตัดสิ่งวิตกกังวลต่าง ๆ ออกให้หมดเสียก่อน เมื่อพร้อมแล้วจึงไปสู่สำนักของอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถในการสอน แนะนำ แก้ไขข้อขัดข้องต่าง ๆ ได้ แล้วเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง มีความมุ่งมั่นอย่างมีเป้าหมาย ไม่ท้อแท้ เพียรพยายามปฏิบัติไปตามชั้นตอน และต้องคอยตรวจสอบผลการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา พยายามปรับปรุงแก้ไซวิธีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการที่ได้ศึกษามา จนสามารถขจัดกิเลสออกจากจิตสันดาน และบรรลุมรรคผลตามที่ปรารถนาในที่สุด
ผลของการบรรอุธรรมนั้นมี 4 ระตับ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตตผล ซึ่งผลของการการบรรจุธรรมแต่ละระดับ สามารถขจัดกิเลสได้ตามลำดับ ตั้งแต่กิเลสอย่างหยาบไปจนถึงกิเลสอย่างละเอียด พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลนั้น ๆ ไปด้วย
สภาวะของการบรรลุธรรมและช่วงจังหวะในการบรรลุธรรมนั้น มีความแตกต่างกัน แล้วแต่ประสบการณ์และภูมิหลังของแต่ละบุคคล แต่ที่เหมือนกัน คือ เมื่อถึงจุดสุดท้ายของการบรรลุธรรม ทุกคนล้วนมองเห็นความจริงของสรรพสิ่งว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครบังคับบัญราได้
ผลจากการศึกษาพบว่า หลักธรรมและแนวทางในการปฏิบัติมีความสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่ยังขาดชั้นตอนการปฏิบัติและแบบเผนในการปฏิบัติที่เป็นระบบเปินชั้นเป็นตอน และการประเมินผลการปฏิบัติที่สามารถนำมาประเมินผลการปฏิบัติของทั้งตนเองและผู้อื่นได้ ทั้งส่วนที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้เสนอแผนการปฏิบัติไว้อย่างเป็นขั้นตอน โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาว พร้อมทั้งการประเมินผลการปฏิบัติของตนเองและผู้อื่นไว้ เพื่อให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติและการประเมินการบรรจุธรรมสืบไป โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ปรารถนาการบรรลุธรรมจักได้ประโยชน์จากวิทยานิพนธ์ฉบับนี้
The purpose of this thesis is to study principies and paths leading to the enlightenment mainly based on the Tipitaka and commentaries.
The researcher found that in the attainment of Dhamma (Enlightenment) in Buddhism, first of all, one must study a set of Dhammas taught by the Buddha, especialy 37 Bodhipakktiyadhammas (Virtures pastaking of enlightenment) consisting 4 Satipatthanas (4 foundations of mindfulness ), 4 Sammappadhanas( 4 right efforts), 4 Iddhipadas ( 4 paths of accomplishment), 5 Indriyas ( 5 controlling faculties), 5 Balas ( 5 powers), 7 Bojhongas ( 7 enlightenment factors) and 8 Ariya-maggas ( 8 noble parths). These Virtures are perfect in themselves. One may take any of them and attain the enlightenment just as water in every river flows to the great sea.
Briefly saying, there are two types of practising Dhamma. They are Samatha-Kammatthana (Tranquility meditation) and Vippasana-Kammatthana (insight meditation). Practiser must exercise in both meditation, particularly, insight meditation is considered the heart of practice. One who cannot raise his mind to insight meditation, cannot attain the enlightenment. Fnlightment can be achieved only when one has realized insighfull knowledge.
Pratically, after fully understanding all principles, preparation should be done by moving of Palibodha ( obstrucles ). In order to move to appropriate step of practice a competent adviser or teacher is the needfull. He has to keep checking result of pratisingin every step.
The enlightenment in Buddhism is of 4 steps. They are 1) Sotapattiphala (fruition of steam-enter), 2) Sakadagamiphala (fruition of once-returning). 3) Anagamiphala ( fruiltion of non-returning ) and 4) Arahattaphala (fruition of Arahanship). Behaviour of the enlightened one get changed in each step by geting rid of defilements from rough upto subtle ones in accordance with the fruition attained.
State of attainment differs depending on experience and backgroud of person concerned. The sameness being that everyone who achieved final attainment realized the truth that everything is impermanent, subject to suffering and soulless and there is nothing to claim that it is I or mine. Everything proceeds in accordance with the factorconcerned without any supernatural baing behind.
From the study it is found that principles and the path of practice perfectly exist. Only thing needed is appropriate step and way of practice and evaluation methode, This thesis has proposed pratical pian step by step along with evaluation for self and others, It is divided into 3 ranges which are short medium and long. It is hoped that one who wants to achieve the attainment may benefit from this thesis.